หายไปนาน....OTL
แบบว่าพออัพเีรื่องติ่งเสร็จ ก็ขี้เกียจอัพต่อไปเลยอ่ะค่ะ 5555555
เพราะว่าวันสุดท้ายของเราในเกาหลีมันไม่มีอะไรด้วยแหล่ะ ฮือ....
 
แต่ไหนๆ ก็เริ่มแล้วก็ต้องจบด้วยอ่ะเนาะ ;   v  ;)/
 
วันก่อนกลับหลังจากคอนเสิร์ตทีนท็อป
เราก็จะไปช้อปปิ้งเมียงดงค่ะ แบบว่าทิ้งท้าย เพราะว่าเก็บตกซีดีครบแล้ว
เลยจะซื้อของจิปาถะเล็กๆ น้อยๆ อะไรพวกนี้ (ก็ไม่พ้นยาทาเล็บล้านแปด และอื่นๆ)
แต่ทิ้งช่วงนานอ่ะ จำไรไม่ได้ค่อยได้ละ //ร้องไห้
 
ก็ช้อปปิ้งธรรมดาทั่วไปแหล่ะค่ะ 555
แต่ที่ชอบมาก คือ เดินช้อปของฝาก แล้วไปเจอร้านหมวก ไม่ใช่แบรนด์อะไรหรอกค่ะ
แต่ว่าใบที่เห็นมันสวยดี ก็เลยเข้าไปถามราคา
 
แน่นอนว่าคนขาย...พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกแล้วจ้ะ OTL
ก็ภาษาใบ้กันไป ฟังราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่มันไม่ใช่แบรนด์อะไรไง ลดหน่อยซี่
แน่นอนคำสำคัญ Discount...please อ้อนวอน แบ๊วๆ สุด 5555
 
จริงๆ ไม่ได้คิดมากหรอกค่ะ ว่าจะลดมั้ย ลดนิดๆ หน่อยๆ ก็เอาละค่ะ
แต่ก็กลายเป็นว่า อีกแล้วค่ะ คุณ ลดหมื่นวอน! คุณพระ 555
คิดเป็นเงินไทยก็ไม่เยอะหรอก แต่แบบ แหม ... เขาลดกันน่ากลัวจริง ก็เลยได้มาค่ะ
 
ไม่อยากบอกเลยว่าเพราะคนขายน่ารักค่ะ เลยซื้อ 55555555
(คนขายเป็นผู้หญิงนะ สวยทีเดียวสำหรบสาวเกาหลี)
 
l01
 
ทางขึ้นสถานีรถไฟใต้ดินที่เราขึ้นลงมาตลอด 6 วัน 5 คืนค่ะ ;   v   ;)
คืนสุดท้ายก่อนกลับแอบใจหายเบาๆ เลยขอถ่ายไว้หน่อย
ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ ต้องกลับไปเจอความจริงแล้วสินะ กร๊ากกกกกกกกกกก
 
l02
 
ประตูที่พาเราไปลัลล้าทุกวัน ...
 
หลังจากที่ไปหมดสภาพมาแล้ว เราก็เตรียมตัวกลับประเทศค่ะ
แพคของเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน แต่ด้วยความที่ว่า...มาขนซีดีกลับไปเยอะมาก
ถึงขามาน้ำหนักกระเป๋าเราใบเดียวจะแค่ 14 โล แถมยังทิ้งมาม่า โจ๊ก พวกเครื่องอาบน้ำทิ้งไว้เกาหลีหมด
ก็คิดว่าหักลบแล้วเกินแน่ๆ ... ซึ่งที่พักของเรามีที่ชั่งน้ำหนักของค่ะ
 
พอแพคเสร็จแล้ว...ก็เลยหอบลงไปชั่ง ซึ่งไม่รอดค่ะ 5555555555 25 โลกว่าๆ
 
น้ำตาจะไหล 555
โดยมาก (เท่าที่รู้) แต่ละสายการบินจะอนุญาตให้โหลดกระเป๋าลงใต้เครื่องได้ 1 ใบ ใบละ 23 กิโล
กระเป๋าที่ขึ้นเครื่องไม่เกิน 10 - 14 กิโล (น่าจะนะคะ)
 
แต่นี่แบ่งของออกใส่กระเป๋าใบเล็กไว้หิ้วขึ้นเครื่องสองใบแล้ว
ก็มิวายอ่ะ ... ก็เลยแบบ เอาไงดีๆ จะถ่ายของพวกพี่โบอะไรที่จะกลับทีหลังก็ไม่ได้
เพราะตอนแรกเราจะรับของมาจากพวกพี่เขาอีกทีด้วยซ้ำ 555
เลยมานั่งภาวนาเอาว่า ให้เขาอนุโลมละกัน *สวด*
 
ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเกินงบอีกค่ะ ...รูดบัตร T___T
 
เก็บของอะไรเรียบร้อย นัดกับพี่ขมิ้นที่จะตื่นไปส่งเราที่โรงแรมแกรนด์แอมบาสเดอร์ที่เรานั่งบัสมาลงตอนแรก
เพื่อจะนั่งรถกลับไปที่อินชอนค่ะ เราคำนวนว่าเราบินตอน 13.40 จากที่พักเราไปอินชอนขามา ราว 2 ชม.
ขากลับก็น่าจะพอกัน เพราะเส้นทางไม่ได้รถติดหรือแออัด หรือคาดเดาไม่ได้แบบบ้านเรา
แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงตกเครื่องในสถานการณ์ที่ไม่มีเงินวอน แล้วต้องไปคืนโทรศัพท์ด้วย 5555
ก็กะเอาไว้ว่า 11 โมงออกจากที่พักแล้วกัน ตื่นสัก 9 โมง ค่อยปลุกพี่ขมิ้น
 
วันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวอะไรเรียบร้อย เตรียมพร้อมก็ปลุกพี่ขมิ้น แล้วก็รอค่ะ
ระหว่างนั้นก็ทานอาหารเช้าที่เหลือจากเมื่อคืนไปด้วย
จริงๆ เราเป็นคนทานข้าวเช้าเยอะ ... (ก็เยอะทุกมื้อ) แต่ด้วยความที่...ช้อปปิ้งเพลิน =___=
เลยเหลือเงินวอนติดตัวทั้งหมด 50 วอน 55555555555
 
ทุเรศทุรังสิ้นดีค่ะ ... เพราะไปช้อปปิ้งส่งท้ายที่เมียงดงมาก่อนด้วยแหล่ะ 555
 
ทีนี้ก็ต้องกันเงินส่วนค่าบัสกลับอินชอน 15,000 วอน
ความจริงซื้อข้าวดีๆ กินด้วยบัตรก็ได้ค่ะ แต่หลอกตัวเองว่าคงไม่หิว...ค่อยไปทานบนเครื่อง
ไม่อยากเกินงบมากกว่านี้ กลัวน้ำหนักเกินแล้วต้องจ่ายด้วยเลยเซฟมันไปละกัน
 
ความจริงมีเงินวอนติดตัวอีกหลายแสนค่ะ แต่เป็นของเพื่อนในส่วนที่หาของให้ไม่ได้
และมีเงินดอลล่าร์อยู่กับตัวอีก 200 ดอลลาร์ แต่ก็ของเพื่อนที่ฝากซื้อของในดิวตี้ฟรีอีก
เพราะฉะนั้นเลยไม่อยากใช้อะไรเลยค่ะ 555555
 
-การช้อปปิ้งควรมีสติ ควรตั้งสติก่อนการจ่ายเงิน-
 
l03
 
ตารางบัสตรงที่นั่งหน้าโรงแรมแกรนด์ แอมบาสเดอร์ค่ะ :)
 
เราจะได้รอบ 11.50 ก็นั่งรอแค่ประมาณครึ่งชม.ค่ะ
รถบัสก็มา ซื้อตั๋วอะไรเรียบร้อยก็ขึ้นไปนั่งเหมือนขามา แต่คราวนี้ไม่ลืมถ่ายรูปด้วย
 
l04
 
เบาะหนัง ใหญ่บึ้ม นั่งสบาย แอร์เย็น :D
ฝั่งเราเป็นสองเบา อีกฝั่งก็เช่นกัน
 
ตรงที่เราขึ้นเป็นปลายทาง แล้ววันนั้นก็มีผู้โดยสารคนญี่ปุ่นอีกกรุ๊ปหนึ่ง
ประมาณ 3  - 4 คน ขึ้นมาหลังเรานิดหน่อย รถก็ยังเงียบๆ เหมือนขามา
เราก็เลยกะว่าคงชมวิวสักพักแล้วค่อยนอน เพราะขามาไม่ได้มองอะไรเท่าไหร่ มัวแต่คุยกับแม่ 555
 
l05
 
รถออกแล้วน้า ... ฮือ ;___;
 
ระหว่างที่รถออกไปเรื่อยๆ เราก็เพิ่งสังเกตว่า เขาไม่ได้วิ่งทางเดิมกับขามาแหะ
ไม่รู้เพราะเราสังเกตไม่ดีเองหรือเปล่า แต่ตอนนั้นเรารู้สึกแบบนั้น
เพราะมีอยู่โรงแรมนึงที่เราจำไม่ได้ว่าตอนขามาแวะด้วย
แต่อาจจะเพราะตอนขามา มีเรากับฝรั่งสูงอายุอีกแค่สองท่าน ที่บอกสถานีที่ลงชัดเจน ก็เลยแวะเท่าที่จำเป็น?
แต่ขากลับ เขาน่าจะแวะทุกสถานี เพราะสถานีที่เราจำไม่ได้ว่าแวะนั้นเข้าไปในซอย
แล้วพอผู้โดยสารขึ้นมา ...
 
มันคือ ...........คนจีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!!
 
กราบไหว้ขอขมาบรรพบุรุึษชาวจีนของเรา...
แต่มันทนไม่ไหวจริงๆ ค่ะ อาม่า !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
โึคตรเสียงดังเลยค่ะ น้ำตาจะไหล ต้องเร่งโวลุมไอพอดขึ้นสุดกันเลยทีเดียว ขี้หูจะระเบิด
 
แต่โชคดีไม่มีใครมานั่งด้วยค่ะ ... เราก็เลยหลับยาวไปเลย
 
สะดุ้งตื่นอีกทีตอนใกล้ถึงอินชอนแล้วค่ะ
ความจริงคือถึงแล้วแหล่ะ บัสกำลังเข้าสนามบินเลย ก็เดินมึนๆ งงๆ เข้าไปในสนามบิน
เพราะว่าเขาเข้ามาจอดที่ชั้น 2 (หรือ 3?) 
แต่ตอนเราออกไปขึ้นบัส เราขึ้นจากชั้น 1 ก็เลยเดินวนๆ งงๆ 
คุณพี่ตม.เกาหลีก็เดินไปเดินมาให้เสียวไส้เล่นเหลือ
 
อยากจะแปะคำว่ากะเหรี่ยงไว้บนหน้าผากแล้วบอกพี่ขา อย่าใส่ใจหนูเลย...
 
สักพักก็หาลิฟท์เจอค่ะ ก็กดลงไปที่ชั้น 1 (พร้อมสัมภาระใบใหญ่มาก...)
เดินไปที่เคาท์เตอร์ olleh ส่งโทรศัพท์คืน เขาก็ตรวจสอบแล้วก็แจกแจงค่าโทรศัพท์เรียบร้อย
ด้วยภาษาอังกฤษ แต่ตอนนั้นฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้แค่ว่าโอเค เรียบร้อยนะ
แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มจะมีบิลไปทีหลัง ......มั้ง
 
เราเป็นความดันต่ำตอนเช้าอ่ะค่ะ ประกอบกับหิวมาก 55555555555
เลยแบบ เออๆ ช่างเถอะ ไปแล้วนะ 
แล้วก็เดินโต๋เต๋ๆ ใกล้เวลาเช็คอินละ แต่คนโล่งมากอ่ะ
 
เลยโผล่หน้าสะเหล่อๆ เข้าไปถามเขาพร้อมบอร์ดดิ้งพาสว่า เ็ช็คอินได้เลยไหม?
 
กราวน์ที่เคาน์เตอร์เป็นผู้หญิงสองคน
น่าจะเป็นกราวน์ฝึกหัดท่านนึง กับซีเนียร์คนหนึ่ง เราเป็นหนูทดลองสิน้า 555
แต่เราก็ไม่อะไรหรอก ไม่ได้รีบอ่ะ มาถึงก่อนเวลานี่ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ น้ำหนักจะเกินอีก
 
ณ จุดนี้ให้รอก็รอค่ะ 5555
 
เราก็ยกกระเป๋าขึ้นชั่ง เห็นเลขละ เกินนน ; 3 ;)/
เขาก็บอกว่า เออ มันเกินนะ แต่ฉันจะหยวนๆ ให้ละกัน ไม่เป็นไร ไม่คิดเงินเพิ่ม
ทีนี้เลยถามเขาว่า งั้นเอากระเป๋าอีกใบโหลดได้ไหม ไม่อยากแบกอ่ะ
แต่เขาก็บอกว่าน้ำหนักมันเกินไปใบนึงแล้วนะ (ประมาณนี้)
 
เราก็แบบ โอเค ไม่เป็นไรค่ะ *เก็บบัตรเครดิตลงกระเป๋า*
 
แบบ แต๊งกิ้วอ่ะยูววววววววววววววววววววววววว รักเลย 5555
ทีนี้พอโล่งใจเรื่องน้ำหนักกระเป๋ากับโทรศัพท์แล้วก็...หิวสิคะ TT
 
คิดๆ อยู่่่ว่าอยากทานอาหารเกาหลีอีกสักมื้ออ่ะ
แต่ในสนามบิน กว้างก็กว้าง กว่าจะหาเจอ กว่าจะสั่ง กว่าจะกินเสร็จ ถึงเวลาขึ้นเครื่องก่อนมะ *แพนิค*
เดินผ่านแมคโดนัลด์พอดี ก็เลยตรงดิ่งเข้าไปสั่งแมคฟิชค่ะ
 
พนักงานก็ต้อนรับด้วยภาษาเกาหลียาวยืด เพราะเราดันทักไปว่าอันยองฮาเซโย 55
ก่อนที่เราจะบอกเขาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ถามว่าเราใช้บัตรเครดิตได้มั้ย
เขาก็ชะงักไปนิดนึง แต่เห็นหน้าตาบัตรแหล่ะ เขาก็โอเค
แล้วเมนูแมคมันไม่ได้ยุ่งยากอะไรอ่ะค่ะ ก็สั่งแมคฟิช แถมยังจิ้มรูปอีก 
 
ไม่ได้ขออะไรเป็นพิเศษด้วย 555
 
ก็ยกถาด มานั่งทาน...มองนั่นนี่ไปเรื่อย
ส่วนมากก็มานั่งทานๆ แล้วก็รีบลุกไป แต่ส่วนมากจะเป็นแอร์ฯ นะคะ
หลายสายการบินทีเดียว เราก็จัดการยัดเบอร์เกอร์กับเฟรนช์ฟรายเต็มสูบมาก
อยากทานโค้กเยอะๆ ด้วย แต่กลัวกะเพาะเต็ม ... เลยแบบทานได้เกือบครึ่งก็ยอม เอาไปเก็บก็ได้
 
ละก็เดินไปเข้าเกทค่ะ 
ไม่มีปัญหาอะไร แต่เหงามากอ่ะ ฮือ T^T
 
ตรงดิวตี้ฟรียังแบบ โอ้ยยย คึกคักมากๆ อะ คน คน คน คน เต็มไปหมดเลย
แต่คือ เราก็งง ไปทางไหนวะ ...
จริงๆ มีป้ายบอก แต่เพื่อความชัวร์ ตรงดิ่งไปที่อินฟอร์เมชั่นค่ะ
ถามแบบง่ายสุด ฉันต้องไปทางไหน จะถามว่าไปทางนี้ใช่มั้ยก็กลัวสื่อสารผิด ง่อยอังกฤษค่ะ ;__;
อินฟอร์ฯ ก็ตอบเราดีค่ะ มีย้ำอะไรสักอย่างเรื่องเวลาด้วย
 
โดนขีดมางี้ ...
 
l06
 
แต่พอขึ้นรถไฟไปอีกที่ ......... เกทมันโล่ง เงียบ เวิ้งว้าง และหนาวมาก
บรรยากาศเหมือนที่ผู่ตงเลยค่ะ (แต่ที่นั่นร้อนมาก)
แบบ ฮือ...ฉันอยู่ที่ไหนอ่ะ เหงาเงิบและเงียบมาก
แบทไอพอดก็เริ่มงอแงละด้วย อยู่กะเรามานาน ใช้งานหนักอีก ฟังเพลงมาตลอดทาง
 
l07
 
มีสัญญาณไวไฟ แต่เราไม่กล้าเล่นเยอะค่ะ แบทจะหมดแล้ว
ไม่มีปลั๊ก ไม่มีที่ชาร์จสำรองด้วย OTL 
 
คือมีปลั๊กค่ะ แต่ไม่มีหัวแปลง TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT
นั่งอยู่พักใหญ่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเอาปลั๊กสามตามาเสียบ แบบ ...อปป้า ฉันอยากใช้ด้วย 555
 
แต่ก็ไม่กล้าหรอกค่ะ
 
l07
 
เปล่าเปลี่ยว ไม่มีเพื่อนคุย แต่ก็โหลดฟิคเข้าไอพอดไว้อ่านตอนอยู่บนเครื่องและที่ผู่ตงค่ะ = =;;
เพราะที่นั่นเล่นเน็ตไม่ได้ //น้ำตาพราก
 
l08
 
ประมาณนึงงวงก็ยื่นแว้วววว เครื่องบินมาแย้วจ้า ;   v   ;)
เราก็รอแป้บนึงให้คนทยอยเข้าไปก่อน แล้วก็เดินตามเขาไป
เครื่องบินเล็กจิ๋วเหมือนตอนขามา
 
l09
 
เข้าไปนั่งได้แป้บนึงก็มีคนทยอยมานั่งจนเต็ม แล้วก็เสิร์ฟอาหารค่ะ
อร่อยทีเดียวเชียว อะไรไม่รู้เหมือนกัน แต่อร่อยดี
คราวนี้แน่ใจว่าไม่ใช่เพราะหิว 55555555555555 เพราะซัดแมคมาเต็มท้อง
แต่ซ้ายมือบนเป็นกุ้งเย็นๆ กับผักเย็นๆ ก็ทานได้นะ อร่อยดี เราชอบทานอะไรเย็นๆ เป็นทุนเดิม 55
 
ของหวานขอผ่านเหมือนเดิม น้ำส้มอร่อยมาก ขนมปังแอบแฮ้ปไว้ค่ะ
 
แล้วก็หลับยาวเลย
จนถึงผู่ตง
 
ที่สนามบินผู่ตงคึกคักทีเดียว ไม่เหมือนตอนขามา 
อาจจะเพราะว่าเป็นช่วงบ่ายๆ เย็นๆ แล้ว กำลังจะมืด และที่สำคัญ...
 
ทัวร์ไทยค่ะ = =;;;;;;;;;;;;;;;;;
 
สุึดยอดแห่งความเสียงดังไม่เกรงใจค่ะ
เสียงดังมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ละอย่างที่คุยกันคือ แบบ ;___;
ถ้าต่างชาติเขาฟังออกแบบเราอ่ะนะ = =;
 
เรานั่งพิงกำแพงเตี้ยๆ หน้าทางลงไปขึ้นเครื่อง เพราะปลั๊กมันห่างจากที่นั่งพอสมควร
ไม่เหมือนตอนขามาที่มีปลั๊กแทงขึ้นมาตรงกลางที่นั่งหน้าทางลง
เราก็เลยไม่เป็นไร นั่งพื้นก็ได้ เพราะแบทจะตายแล้วจริงๆ 
 
เราก็พยายามต่อเน็ตอยู่พักนึงแหล่ะ แต่ไม่สำเร็จจริงๆ 
ก็เลยเปิดฟิคมานั่งอ่านดีกว่า ฟังเพลงไปด้วย มีปลั๊กแล้วนี่
สักพักทัวร์ไทยก็เริ่มเข้ามาค่ะ = =;;
 
เสีัยงดัีงเว่อวีว่าอลังการงานสร้าง ก็เข้าใจเองอัตโนมัติว่าคงได้กลับกับทัีวร์นี้
แต่ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้กะจะสุงสิงกะใครอยู่แล้ว
 
สักพักก็มีคนไทยในทัวร์เดินเข้ามาทักเรา 
เขาคงเข้าใจว่าเราไม่ใช่คนไทย
ไม่ใช่หน้าไม่ไทยแน่นอน แต่เพราะแต่งตัวไม่เหมือนจะไปไทย (เลกกิ้ง / บูท << ประหยัดพื้นที่ในกระเป๋า)
และไม่มีท่าทีสนใจทัวร์ไทยทั้งที่เป็นคนไทยมากกว่า 555
 
ปลั๊กที่เราใช้มีสองรูพอดี เขาก็เลยมาถามว่า ขอนั่งด้วยได้มั้ย เป็นภาษาอังกฤษ
เราก็ยิ้มตอบไปแล้วบอกว่า ได้ค่ะ ด้วยภาษาไทย 
เขาก็ อ้าว คนไทยเหรอคะ ก็คุยกันประมาณนึง
ทำนองว่าเราไปไหนมา เกาหลีอากาศดีไหม ไปคนเดียวเหรอ นี่ไปปักกิ่งมา อากาศร้อนมาก อะไรแบบนั้น
 
สักพักเพื่อนเขาก็มานั่งด้วยค่ะ เราก็เลยอ่านฟิคต่อไม่ได้อะไร
 
แต่ที่ตลกอีกอย่าง...และอายเบาๆ กับนิสัยคนไทย (อาจจะชาติอื่นด้วย แต่เราเจอกับชาติเราเอง)
มีผู้ชายคนนึง (เดาเอาจากลักษณะการพูดและท่าทางไม่น่าจะใช่ผู้ชายเต็มร้อยเท่าไหร่) ก็ส่งเสียงทักมา
ขอเซนเซอร์บทสนทนาแล้วกันนะคะ 5555
แต่เขาพูดถึงเราแหล่ะค่ะ แต่คนที่เข้ามาทักเราเขาก็พูดขึ้นมาก่อนว่า นี่คนไทย เขาไปเกาหลีมา
 
เขาก็ อุ๊ย เกือบนินทาแล้วนะเนี่ย .... ก็ยิ้มๆ ค่ะ ไม่อะไร 5555555
 
คิดในใจนิดหน่อยว่าจริงๆ น่าจะแอ๊บไม่ใช่คนไทยไปเลยเนอะ
อยากรู้เหมือนกันว่าจะนินทาคนที่คิดว่าฟังภาษาตัวเองไม่ออกยังไงบ้าง ฮ่าาา
 
เอาเป็นว่า...ช่างมันค่ะ 5555
 
ทีนี้เขาก็เรียกขึ้นเครื่องแล้วค่ะ เราก็ไปต่อแถวของเรา
พอขึ้นเครื่องก็ได้นั่งริมหน้าต่างเหมือนเดิม เราโอเคนะ ชอบ...
ปกติชอบนั่งใน ติดหน้าต่างอยู่แล้ว ในรถ ห้องเรียน 555
ลุกลำบากเกรงใจคนนั่งด้านนอกหน่อย แต่เราขี้รำคาญ แล้วปกติไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยอยู่แล้ว
 
แต่คราวนี้ นั่งติดกับหัวหน้าทัวร์ไทยเมื่อครู่ค่ะ ซึ่ง .....เสียงดังสุดยอด
 
เสียงดังน่าเกลียดมาก แบบ T____T
ตะโกนลั่นเคบิน ข้ามหัวผู้โดยสารคนอื่นอ่ะค่ะ แบบ นิดนึงมั้ยอ่ะ
ใช่ เขาฟังคุณไม่ออก แต่เสียงคุณก็รบกวนเขามั้ยอ่ะ
 
ไม่คิดอยากผูกมิตรเลยค่ะ...เสียบหูฟังแล้วหลับตา
 
แต่ก็หิวพอสมควร อาหารย่อยไปหมดแล้ว
แถมตอนรอเวียเครื่องก็รอนาน แถมไม่รู้จะทานอะไรดี เลยไม่ได้กินค่ะ ทานแต่ขนมปังที่แฮ๊ปไว้
กะว่ายังไงบินนานก็ต้องมีอะไีรให้ทานบนเครื่องแหล่ะ
 
ปรากฏว่าตอนเสิร์ฟอาหาร...
 
l10
 
ไชน่าอีสเทิร์นทำให้เราประทับใจกับอาหารพอสมควรมาตั้งแต่มื้อแรก...จนเจอมื้อสุึดท้ายนี่แหล่ะ OTL
 
คือเป็นขนมขบเคี้ยวทั้งหมดเลย
ในเวลาที่เราหิวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
โมโหอ่ะ 55555555555555555 ยอมรับเลย โคตรโมโหหิว แต่ไม่รู้จะทำยังไง ...
 
เลยลองชิมไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย
 
เราทานได้แค่ถึุงสีเขียวขวามืออ่ะค่ะ
เป็นขนมปังรสหัวหอม แปลกดีเหมือนกัน แต่เราชอบทานหัวหอมสด ก็เลยทานได้
เป็นอย่างเดียวที่ทานได้ และทานหมด ซัดน้ำหมดเกลี้ยง กะว่าถึงไทยคือจะร้องหาแม่ 555
 
ด้วยความหงุดหงิดงุงิกับอาหารเล็กน้อย เลยพยายามข่มตาหลับค่ะ
อ่านฟิคบนเครื่องไม่ได้ ง่วงด้วยมั้งค่ะ เลยปวดหัว
แต่ก็นอนไม่หลับ คือสะดุ้งตื่นเป็นพักๆ คงเพราะนอนไม่สบายตัวด้วยส่วนหนึ่ง
 
จนแล้วจนรอดก็ถึงไทยโดยสวัสดิภาพค่ะ TTT
 
สิ่งแรกที่ทำค่ะ เปิดโทรศัพท์
เพราะว่าที่บ้านจะมารับ เราบอกไฟล์ทคร่าวๆ ไว้ แต่ไม่รู้มันดีเลย์รึเปล่า ไม่ได้สนใจนาฬิกาเท่าไหร่
ใจอยากติดต่อที่บ้านให้ได้ไวๆ เพราะตั้งแต่เราออกจากเกาหลีแล้วเมสเซสข้อความไว้ให้แม่
ก็ไม่รู้จะติดต่อที่บ้านยังไงดี ที่จีนไม่มีไวไฟ ฮ่าาา
 
ก็รอต่อแถวคนเข้าเมืองพักนึง แล้วก็รีบพุ่งตัวไปหากระเป๋า 
แล้วก็โทรหาแม่ค่ะ ที่บ้านมารอรับแล้ว โฮวววว 
 
หิวข้าว 55555555555555
 
จบแล้วค่ะสำหรับทริปเกาหลี 6 วัน 5 คืนเพื่อทีนท็อปของเรา
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้
 
เฮๆๆ ♥ (^v^) ♥